หน้าหลัก  สมัครรับข่าวสาร   สมัครสมาชิก  ติดต่อเรา   แผนผังเว็บไซต์
facebook twitter
Search 
Ministry of Culture Thailand
ค่านิยมองค์กร“MORALITY”
ฐานข้อมูลสมัชชาคุณธรรม
ฐานข้อมูลฝึกอบรมยุทธศาสตร์
News Clipping
ห้องสมุดดิจิตอล
ชอบพูด ต้องพูดชอบ
บอกเล่าความดี
พลโทอภิชาต แสงรุ่งเรือง

วันที่ 16 มี.ค. 2554

เจ้ากรมการเงินกลาโหม กระทรวงกลาโหม
 
 
 
 
 
 
 
 
"ความซื่อตรงต้องเริ่มต้นปลูกฝังที่สถาบันครอบครัว แล้วรองรับต่อด้วยสถาบันการศึกษา ต่อด้วยสถาบันวิชาชีพ ทุกระบบต้องรับกันให้หมด”

พลโทอภิชาต แสงรุ่งเรือง
เจ้ากรมการเงินกลาโหม กระทรวงกลาโหม

พลโทอภิชาต แสงรุ่งเรือง ผ่านการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งหลักมาหลายกรมและกอง อาทิ รองเจ้ากรมการอุตสาหกรรมทหารฝ่ายบริหาร ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร หัวหน้านายทหารประสานงานการพัฒนาระบบราชการ ฯลฯ สิ่งที่ท่านยึดถือมาตลอดชีวิตราชการ คือการทำงานอย่างโปร่งใส ซื่อตรง และเคารพคนอื่นๆ

ทุกอย่างทำบนโต๊ะ
ความภูมิใจตลอดมาคือ ผมอยู่หน่วยไหนไม่เคยมีปัญหา หรือข้อร้องเรียนใดๆ ตั้งแต่เป็นคนเล็กๆ หัวหน้าหน่วย มาจนเป็นผอ.กอง เป็นเจ้ากรมการเงิน งานทั้งหมดทำด้วยระบบคุณธรรม ประกอบด้วยการปรึกษาหารือ ใช้ความคิดร่วมกัน ไม่เคยใช้ความคิดตนเองเป็นใหญ่ เพราะสิ่งที่ได้รับการปลูกฝังมาตลอดคือ ต้องให้เกียรติคนอื่น ต้องเคารพความคิดเห็นของทุกคน ผมไม่เคยถือเงินหรือรู้เรื่องเงินคนเดียว จะใช้ผ่านคณะกรรมการตลอดมา เงินงบประมาณทุกอย่างที่หน่วยมีจะถูกแบให้ทุกคนเห็นหมด ทุกอย่างทำอยู่บนโต๊ะ

เรื่องของเงินกับเรื่องของนโยบาย เป็นเรื่องที่มีการโกงได้มาก เช่นทำนโยบายให้เอื้อต่อการใช้เงิน ตราบใดที่เราทำงานด้วยคนหลายคน มีการถกเถียงหาข้อยุติ จะได้ข้อสรุปที่ใกล้เคียงกับความจริงมากกว่าทำคนเดียว

พื้นฐานสำคัญที่สุดคือครอบครัว
คุณพ่อของผมเป็นนายทหารเกษียณยศพันตรี คุณแม่เป็นพนักงานในโรงงานยาสูบ ท่านไม่เคยบอกว่าความซื่อตรงคืออะไร แต่สอนลูกเสมอว่าต้องคิดดี ทำดี อย่าดูถูกคนอื่น พ่อรับผิดชอบในหน้าที่มาก เกิดมาผมไม่เคยเห็นพ่อไปทำงานสาย ไม่เคยลาหยุดหรือลาพักร้อน ท่านไม่เคยมีเงินพิเศษ รายได้มาจากเงินเดือนอย่างเดียว ครอบครัวไม่มีเงินทองมากมายที่จะใช้ตามใจชอบ ผมเชื่อว่าถ้าเราเริ่มต้นที่ครอบครัวเป็นอันดับแรก ความซื่อตรงต่อส่วนอื่นๆ ก็จะตามมา

ลูกผมสองคน ตั้งแต่เล็กจนโต ผมวางระบบว่าเปิดเทอมเดือนแรกจะทำอะไรก็ตามใจ แต่เดือนที่สอง ต้องมีชั่วโมงดูหนังสือทุกวัน เดือนที่สามสี่ วันเสาร์ครึ่งวันต้องมานั่งทบทวนบทเรียนกัน ผมก็ทบทวนไปกับลูกด้วยตลอด ผมไม่เคยตั้งความหวัง ผมเพียงแต่สร้างวินัย ให้ลูกรู้จักซื่อตรงกับหน้าที่ของตัวเอง ผมบอกว่าลูกอยากเป็นอะไรพ่อไม่บังคับ ลูกไม่จำเป็นต้องเรียนดี สมองคนไม่เท่ากัน ขอให้พยายามเต็มที่ก็พอ ปรากฏว่าลูกไม่เคยมีปัญหาอะไรให้หนักใจเลย จนเดี๋ยวนี้ก็เรียนจบทำงานกันหมดแล้ว

ผมยกตัวอย่างนี้อยากให้เห็นว่าครอบครัวมีอิทธิพลกับเด็กมาก และมีผลต่อตัวเราด้วย ถ้าเราซื่อตรงต่อหน้าที่ของเราทั้งต่อตนเอง ต่อครอบครัว ต่องานในความรับผิดชอบ ปัญหามันจะเกิดน้อยมากหรือไม่มีเลย คิดดูว่าถ้าเราไม่ได้ดูแลครอบครัว ภรรยามีปัญหา ลูกก็เกเร ติดยา ปัญหามันก็มากระทบให้เราเครียด บั่นทอนการปฏิบัติงาน ทำงานไม่ได้ดี มีหนี้สินรุงรัง นี่ถ้าเราโกงได้สักห้าแสน เราจะได้เอาไปใช้หนี้นะ มันก็อาจจะนำไปสู่ความเสี่ยงในการไม่ซื่อตรง ผมถึงบอกว่าทุกอย่างเกี่ยวข้องเป็นผลต่อกัน ถ้าเราซื่อตรงต่อหน้าที่ทุกอย่าง ปัญหาจากทางไหนก็ไม่เกิด

ความซื่อตรงต้องอยู่ในระบบการศึกษา
ผมสูบบุหรี่ตั้งแต่อยู่โรงเรียนเตรียมทหารปี 2513 เลิกตอนปี 2535 เพราะลูกสาวขอให้เลิก ตอนนั้นเขายังไม่สิบขวบ ยังไม่ได้รู้ซึ้งถึงผลกระทบของบุหรี่อะไรมากนักหรอก แต่เขาถูกปลูกฝังมาจากโรงเรียนว่าบุหรี่ไม่ดี เป็นอันตราย เขาก็มาบอกพ่อ ผมกำลังยกตัวอย่างว่า สถาบันการศึกษามีอิทธิพลกับเด็ก การศึกษาที่ดีปลูกฝังเด็กได้ แต่น่าเสียดายที่ระบบการศึกษาเราไม่มั่นคง เปลี่ยนบ่อยมาก แล้วเวลาเปลี่ยนก็เกิดความสับสน ทิ้งอะไรที่ดีไปหลายอย่าง

อย่างเช่นวิชาหน้าที่พลเมือง ที่เดี๋ยวนี้ไม่มี ปัจจุบันคนรู้เรื่องสิทธิ แต่ไม่รู้ว่าหน้าที่ของตนเองคืออะไร ยกตัวอย่างการชุมนุม ไม่ได้หมายถึงเสื้ออะไรนะครับ (หัวเราะ) หมายถึงการชุมนุมเรียกร้องอะไรสักอย่างที่มีอยู่เรื่อยๆ บอกว่าชุมนุมอย่างสันติ แต่ไปชุมนุมกันกลางถนน จะสันติได้อย่างไร ปิดทาง สร้างความเดือดร้อน คุณบอกว่าเป็นสิทธิที่จะชุมนุม ใช่ แต่หน้าที่คุณคืออะไร คุณไปปิดกั้นคนอื่น ทำลายสิทธิในการใช้ถนนของคนอื่น

การปลูกฝังความซื่อตรงและคุณธรรมด้านอื่น สถาบันครอบครัวต้องเป็นคนเริ่ม แล้วสถาบันการศึกษารองรับต่อ ถ้า 2 สถาบันนี้แน่นและมั่นคงแล้ว มันจะส่งผลไปถึงสถาบันการทำงานอื่นๆ ด้วยแน่นอน

เก่งไม่เก่งไม่เป็นไร ดีไว้ก่อน
การทำงานอะไรก็ตาม คำว่า "ซื่อตรง” มันคือองค์ประกอบของทุกส่วน ถ้าไม่มีความซื่อตรงแล้ว อะไรก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าคุณเก่งแต่ชอบโกง คุณทำงานเก่งแต่ไม่เคยตรงเวลาเลย เป็นคนเก่งแต่ไม่เคยพูดอยู่กับร่องกับรอย ถามว่าคุณเป็นคนเก่งจริงไหม ผมว่าไม่ เพราะองค์ประกอบของคำว่าเก่งและดี มันต้องมีความซื่อตรงด้วย คุณต้องซื่อตรงต่อเวลา ต่อวิชาชีพหน้าที่ ต่อคำพูดของตนเอง ต่อเพื่อนร่วมงานทุกคน ทำอย่าง พูดอีกอย่าง มันไม่ใช่ซื่อตรงแล้ว

ประเทศไทยต้องการคนดีมากกว่าคนเก่ง ก่อนหน้านี้ผมเพิ่งอบรมนักเรียนนายร้อย ผมบอกพวกเขาว่าความ สำเร็จในการปฏิบัติงานมี หนึ่ง ต้องเก่ง มีความสามารถที่ควรมีในงาน สองต้องดี หมายถึงซื่อตรงทั้งกาย วาจา ใจ ต่อทุกสถาบันที่คุณเข้าไปมีส่วนร่วม ถ้าคุณเก่งและดี คุณไม่มีวันตกอับ

อีกอย่างที่ต้องมีคือ หิริโอตัปปะ ความเกรงกลัวและละอาย บางคนไม่ทำเลวเพราะละอาย บางคนไม่ทำเพราะเกรงกลัวว่าจะได้รับโทษ ต้องทำให้คนมีทั้ง 2 ส่วนนี้ หิริเกิดจากการปลูกฝัง โอตัปปะเกิดจากกฎหมายระเบียบและบทลงโทษต่างๆ รวมถึงบุคคลที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบดูแลก็ต้องซื่อตรงต่อบทบาทหน้าที่ตรงนี้ด้วยนะ ถ้าทุกส่วนทำงานด้วยความซื่อตรงต่อหน้าที่ ต่อบทบาทของตัวเอง ทุกอย่างก็ชัด

กลยุทธ์สามประสานสู่ความซื่อตรง
นอกเหนือจากครอบครัว และโรงเรียนจะรับช่วงกันเรื่องปลูกฝังความซื่อตรงแล้ว เมื่อเข้าสู่วงจรการทำงาน สถาบันวิชาชีพก็ต้องสานต่ออีก ถามว่าแล้วถ้าบังเอิญ คนที่ไม่ได้รับการปลูกฝังเรื่องความซื่อตรงทั้งในครอบครัว และในโรงเรียน พอมาทำงาน เขาจะมีโอกาสเป็นคนที่ซื่อตรงได้ไหม ต้องอาศัยการหล่อหลอมด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่ดีมากๆ มีระบบระเบียบที่บังคับให้คนต้องอยู่ในแนวทางความซื่อตรง

กลยุทธ์ในการสร้างความซื่อตรง ต้องทำพร้อมกันทั้ง 3 ส่วน คือครอบครัว การศึกษา และองค์กรวิชาชีพ ทุกส่วนต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้มีการขาดตกบกพร่องช่วงใดช่วงหนึ่ง ต้องไม่ลืมว่าความเลวนั้นทำง่ายมาก เห็นผลเร็วด้วย เช่นขายยาบ้าแค่ 3 ปีมีบ้านใหญ่ 4-5 หลัง เทียบกับเป็นกรรมกร 30 ปี ยังไม่ได้บ้านสักหลัง (หัวเราะ)

จุดอ่อนของเราคือการบังคับใช้กฎหมายมันไม่จริงจัง ทำให้คนที่ทำเลวรู้สึกว่าทำแล้วได้ผลดี ทางแก้คือต้องให้เห็นว่าการทำเลวไม่ใช่ทำง่ายได้ผลเร็ว แต่กลับถูกลงโทษเร็ว ถ้าเขาทำปุ๊บถูกจับ ทำแล้วตายเร็ว เขาจะรู้ในที่สุดว่ามันเป็นแค่ความสุขชั่ววูบ สิ่งที่ผมเชื่อคือ ระหว่างคนที่ร่ำรวยหรือประสบความสำเร็จขึ้นมาจากความไม่ซื่อตรง กับคนที่ซื่อตรง ความสุขที่อยู่ในใจของคุณจะต่างกันมากแน่นอน

ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก
ทหารมีคำพูดคำหนึ่งว่า "ไม่มีพลทหารที่เลว มีแต่ผู้บังคับบัญชาที่เลว” หมายความว่า ถ้าเรามั่นคงอยู่ในเส้น ก็ไม่มีใครออกนอกแถว ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก ทุกองค์กรก็น่าจะเป็นอย่างนี้ การโกงถ้าไม่ได้มาจากการแหวกทางไว้ก่อน มันก็ไปต่อได้ยาก การปลูกฝังค่านิยมในหน่วยงานก็สำคัญ ผมถ่ายทอดให้นักเรียนฟังเสมอว่าทำไมผมถึงมีความสุข ทำไมเป็นอย่างทุกวันนี้ได้ เพราะการคิดดีปฏิบัติดี ทำตัวเองให้ได้ 2 ข้อคือเก่งกับดี พัฒนาตัวเองกับทำความดีตลอดเวลา

จริงๆ การจัดการกับปัญหามันมีความชัดเจนอยู่แล้ว พูดง่ายๆ ถ้าคุณทำตามกฎระเบียบที่วางไว้แล้ว คุณก็จะไม่มีโอกาสทำผิด ทั้งยังเป็นเรื่องที่ทำง่ายด้วย เพราะเขาวางเส้นทางและคำอธิบายไว้เรียบร้อย คุณก็แค่เดินตามเส้นทางนั้น คุณก็จะไม่ทำผิด ไม่มีอะไรยากเลย ผมว่าการเดินแบบซิกแซ็ก หรือแอบซ่อนทำอะไรนอกกฎระเบียบยิ่งยากกว่าอีกนะ (หัวเราะ) ผมเองก็เดินตามเส้นกำหนดความถูกต้องนั้นเหมือนกัน ถึงได้มาถึงจุดนี้ได้

ในฐานะผู้บังคับบัญชา เราก็รับผิดชอบหน้าที่ของเรา เป็นแบบอย่างในการปฏิบัติงาน สิ่งสำคัญคือใครทำผิดก็ว่ากันไปตามกระบวนการ มีการตรวจสอบตามขั้นตอน ผมถือว่า ถ้าเราไม่ลงโทษคนผิด เท่ากับเป็นการลงโทษคนดี คุณปูนบำเหน็จคนที่ทำผิด เท่ากับคุณไปลดบำเหน็จคนที่เขาทำดี

ผมเป็นลูกน้องของพลเอกธีรเดช มีเพียร อดีตประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ท่านเป็นต้นแบบความซื่อตรงในการทำงาน เป็นคนสุภาพ ให้เกียรติคน ฟังลูกน้อง ผมโชคดีได้ผู้บังคับบัญชาที่ดีมาตลอด และผมก็ตั้งใจเป็นผู้บังคับบัญชาที่ดีเช่นกัน

"สิ่งที่ผมเชื่อคือ ระหว่างคนที่ร่ำรวยหรือประสบความสำเร็จขึ้นมาจากความไม่ซื่อตรง กับคนที่ซื่อตรง ความสุขที่อยู่ในใจของคุณจะต่างกันมากแน่นอน”
สงวนลิขสิทธิ์ 2011 - ศูนย์คุณธรรม / (องค์การมหาชน)
เลขที่ 69 อาคารวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ชั้น 16-17 ถ.วิภาวดีรังสิต แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400