หน้าหลัก  สมัครรับข่าวสาร   สมัครสมาชิก  ติดต่อเรา   แผนผังเว็บไซต์
facebook twitter
Search 
Ministry of Culture Thailand
ค่านิยมองค์กร“MORALITY”
ฐานข้อมูลสมัชชาคุณธรรม
ฐานข้อมูลฝึกอบรมยุทธศาสตร์
News Clipping
ห้องสมุดดิจิตอล
ชอบพูด ต้องพูดชอบ
บทความ
ประมวลจริยธรรม

วันที่ 9 พ.ย. 2555
 

ประมวลจริยธรรม

วีรวิท คงศักดิ์

          มนุษย์มีคุณลักษณะเหนือกว่าสัตว์โลกทั้งปวงตรงที่มีจิตใจและรู้เหตุผล สามารถเรียนรู้สรรพสิ่งต่างๆ ได้ จึงมีความสามารถในการใช้วิจารณญาณตัดสินว่า "อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ” ทำให้สามารถควบคุมความประพฤติของตนมิให้สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น สังคมมนุษย์จึงอยู่ร่วมกันด้วยความสันติสุข
          แต่เมื่อโลกเจริญขึ้น กระแสวัตถุนิยมทำให้ความสามารถในการระงับจิตใจของมนุษย์ลดน้อยถอยลง จึงมีการแย่งชิงทรัพยากรตามต้องการของตนอย่างไร้เหตุผล และปล่อยให้กิเลสสิ่งเศร้าหมอง ซึ่งได้แก่ รัก โลภ โกรธ และหลง มีอำนาจเหนือคุณธรรมที่มีอยู่ในจิตใจของมนุษย์ทุกคน
          ด้วยเหตุนี้ ทุกศาสนาจึงสอนให้มนุษย์ทุกคนมีสติเพื่อควบคุมกิเลสในจิตใจของตน และกำหนด "ศีล” เป็นข้อห้ามมิให้ละเมิดสิทธิของผู้อื่น ซึ่งจะทำให้เกิดข้อขัดแย้งทำให้สังคมขาดความสงบสุข
          ขณะเดียวกันก็จะมี "ธรรมะ” เป็นคำแนะนำในการทำความดีควบคู่กับ "ศีล”
          ดังจะเห็นได้จากหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาที่กำหนดให้มี "เบญจศีล” คู่กับ "เบญจธรรม” เพื่อใช้เป็นหลักปฏิบัติตนของปุถุชนคนธรรมดา
          นอกจากนั้น ชนชั้นปกครอง (Elite) ยังได้กำหนด "กฎ กติกา มารยาท” ของแต่ละสังคมเพื่อให้คนในสังคมยึดถือปฏิบัติเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีของสังคม
          "มารยาท” หมายถึง ความประพฤติอันพึงปฏิบัติต่อตนเอง ต่อผู้อื่น และต่อสังคม เพื่อให้เกิดความดี ความถูกต้อง และความเจริญรุ่งเรืองเกษมสุขขึ้นในสังคมนั้น ได้ด้วยตัวเอง
          "กติกา” หมายถึง กฎเกณฑ์ หรือคำแนะนำที่เป็นเงื่อนไขให้คนในสังคมนั้นประพฤติปฏิบัติ เพื่อให้การทำกิจกรรมร่วมกันเป็นไปด้วยความราบรื่น ไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น
          และ "กฎ” หมายถึง ข้อกำหนดในธรรมชาติที่ผู้มีอำนาจกำหนดขึ้นตามสภาวะของสังคม เพื่อใช้ "บังคับ” ให้คนในสังคมนั้นประพฤติปฏิบัติอันจะนำมาซึ่งความสงบเรียบร้อยของสังคม
          ถ้าสังคมใดมี "คนดีมีมารยาท” หรือมี "คุณธรรม” มาก สังคมนั้นก็จะมีความสงบสุข เพราะทุกคนรู้บทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบ ไม่ปล่อยให้ "กิเลส” หรือความอยากมีอยากได้ที่มีในตัวบุคคลผู้นั้น ไปละเมิดสิทธิของผู้อื่น จึงไม่ต้องออกกฎหมายมาควบคุมความประพฤติของคนในสังคมมากนัก
          ในทางตรงกันข้าม ถ้าสังคมใดมีคนที่ควบคุมกิเลสในตนเองไม่ได้เป็นจำนวนมาก จึงมีกรณีการละเมิดสิทธิผู้อื่นมาก ผู้มีอำนาจในสังคมจึงจำเป็นต้องออกกฎหมายมาบังคับให้คนทำตามบรรทัดฐานของสังคม เพื่อจำกัดพฤติกรรมของบุคคลผู้นั้นมิให้ไปละเมิดสิทธิของผู้อื่น โดยกำหนดบทลงโทษเพื่อให้หลาบจำ
          จากที่กล่าวมาจะเห็นว่า กลไกทางสังคมที่ควบคุมคนในสังคมเพื่อมิให้กระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ "เอาเปรียบ” ผู้อื่น คือ กฎและกติกาของสังคมที่กำหนด เพื่อเป็น "บรรทัดฐาน” (Norms) ของสังคม
          องค์กรหรือสังคมต่างๆ ได้นำแนวคิดนี้มากำหนดเป็น "จรรยาบรรณ” (Code of Ethics) เพื่อแนะนำหรือตักเตือนให้คนในสังคมนั้นๆ ปฏิบัติตนแต่ในสิ่งที่ดีงามสร้างความสงบสุขให้สังคม หากมีการละเมิดก็จะมีบทลงโทษทางสังคม ซึ่งโทษสูงสุด คือ ถูกขับออกจากองค์กรหรือสังคมนั้น
          และกำหนดให้มี "วินัย” (Discipline) เพื่อบังคับให้คนในองค์การปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับที่ผู้รับผิดชอบกำหนดขึ้น หากไม่กระทำตามนั้นก็จะถูกลงทัณฑ์ตามที่กำหนด
          ต่อมานักวิชาการมีความเห็นว่า ควรนำ "จรรยาบรรณ” เพื่อแนะนำให้คนทำดี มารวบรวมไว้ควบคู่กับกฎ ระเบียบหรือ "วินัย” รวมเรียกว่า "Code of Conducts” โดยระบุบรรทัดฐานของสังคมนั้นไว้ทั้งสิ่งที่ "ดีต้องทำและสิ่งไม่ดีห้ามทำ” (Do & Don’t) หากไม่ทำตามนั้นจะถูกลงโทษและลงทัณฑ์จากสังคม
          "Code of Conducts” แปลตามพจนานุกรมได้ว่า "การรวบรวมกฎหมายต่างๆ เกี่ยวกับความประพฤติ” ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้นำมาบัญญัติเป็นศัพท์ใหม่ว่า "ประมวลจริยธรรม” โดยบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๗๙ ความว่า
          "มาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐแต่ละประเภท ให้เป็นไปตามประมวลจริยธรรมที่กำหนดขึ้น
          มาตรฐานทางจริยธรรมตามวรรคหนึ่ง จะต้องมีกลไกและระบบในการดำเนินงานเพื่อให้การบังคับใช้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งกำหนดขั้นตอนการลงโทษตามความร้ายแรงแห่งการกระทำ
          การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าเป็นการกระทำผิดทางวินัย ในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินรายงานต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือสภาท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี และหากเป็นการกระทำผิดร้ายแรงให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติพิจารณาดำเนินการ โดยให้ถือเป็นเหตุที่จะถูกถอดถอนจากตำแหน่งตามมาตรา ๒๗๐
          การพิจารณา สรรหา กลั่นกรอง หรือแต่งตั้งบุคคลใดเข้าสู่ตำแหน่งที่มีส่วนในการใช้อำนาจรัฐ รวมทั้งการโยกย้าย การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนเงินเดือน และการลงโทษบุคคลนั้น จะต้องเป็นไปตามระบบคุณธรรม และคำนึงถึงพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลดังกล่าวด้วย.”
          บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าว ได้กำหนดบทลงโทษทางวินัยของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งมีความหมายรวมถึงสมาชิกวุฒิสภาด้วยเป็นครั้งแรก โดยให้ "ถือเป็นเหตุที่จะถูกถอนออกจากตำแหน่ง” ซึ่งเทียบได้กับการ "ปลดออก” ของระบบข้าราชการ
          ในอีกมิติหนึ่ง "ประมวลจริยธรรม” ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ระบุให้เป็นการรวบรวมบทบัญญัติเกี่ยวกับความประพฤติของคนในองค์กรไว้ด้วยกัน จึงเป็นคำแนะนำหรือคำตักเตือน เพื่อมิให้ประพฤติในสิ่งที่ระบุว่าต้องถูกลงโทษ โดยต้องมีสาระ ดังนี้
          ๑) มาตรฐานทางจริยธรรมที่สังเคราะห์มาจาก "ค่านิยมร่วม” (Shared Values) ของหน่วยงาน โดยระบุอย่างชัดเจนว่า "สิ่งใดดี สิ่งใดไม่ดี”
          ๒) มีกลไกในการบังคับใช้เพื่อให้มีการประพฤติปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม
          ๓) มีระดับความร้ายแรงของการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ โดยให้ถือว่าเป็นความผิดทางวินัย
          ๔) กำหนดขั้นตอนการลงโทษตามความร้ายแรงของการกระทำ
          อย่างไรก็ดี "ประมวลจริยธรรม” เป็นเพียง "คำแนะนำหรือคำเตือน” ที่ช่วยแก้ข้อสงสัยในการประพฤติปฏิบัติบางประการของคนในสังคม โดยเฉพาะข้อห้ามที่มีผลให้ต้องถูกลงโทษอย่างรุนแรง ตามที่กฎหมายบัญญัติและระเบียบ ข้อบังคับกำหนดเท่านั้น
          ส่วน "คุณค่าทางจริยธรรม” จะเกิดขึ้นในบุคคลใดมากหรือน้อยเพียงใด ต้องมาจากจิตสำนึกของ "คุณค่าความเป็นมนุษย์” ที่อยู่ในตัวบุคคลผู้นั้นซึ่งต้องมีการกล่อมเกลาทางสังคมกันอย่างต่อเนื่อง

------------------

๙ ต.ค.๕๕

สงวนลิขสิทธิ์ 2011 - ศูนย์คุณธรรม / (องค์การมหาชน)
เลขที่ 69 อาคารวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ชั้น 16-17 ถ.วิภาวดีรังสิต แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400