ฟังอย่างลึกซึ้ง = ฟังด้วยหัวใจ

 

cover การฟง 01

 

 

ฟังอย่างลึกซึ้ง = ฟังด้วยหัวใจ

          “การฟัง” เป็นทักษะที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ในหนึ่งวันมีเรื่องราวต่างๆ ที่วิ่งผ่านทางหูจำนวนมาก เราต้องใช้กระบวนการทางสมองในการรับฟังเพื่อตีความ และแปลความเสียงที่ได้ยินมา การฟังมีหลายระดับด้วยกัน ตั้งแต่การได้ยิน ฟังตามปกติ หรือฟังเพื่อคิดวิเคราะห์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคุ้นชินและทำกันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แต่การฟังอีกประเภทหนึ่งที่กำลังเป็นเทรนด์ใหม่ที่เหมาะกับยุคสมัยนี้ คือ “การฟังที่เข้าใจตนเองและเข้าใจผู้อื่น” หรือการรับฟังด้วยใจ

ฟังด้วยใจ ขยายความเป็นไปได้ใหม่ในสังคม

          ธนัญธร เปรมใจชื่น นักออกแบบกระบวนการเรียนรู้ และเป็นนักสร้างแรงบันดาลใจ ได้กล่าวถึงประเด็นการฟังด้วยใจ ไว้ว่า คนจำนวนมากชอบคิดว่าการฟังเป็นแค่การนั่งนิ่ง แต่การฟังด้วยหัวใจนั้นกลับแตกต่างจากการฟังทั่วๆไป เพราะมิใช่ฟังเพื่อจับประเด็น หรือโต้ตอบตามความเคยชิน แต่เป็นการฟังเพื่อความเข้าอกเข้าใจคนอื่น ซึ่งมีความสำคัญมากในชีวิตประจำวัน

          “เมื่อคุณฟังอย่างลึกซึ้งจริงๆ คุณจะรู้ว่าโลกภายในระหว่างคนหนึ่งกับอีกคนหนึ่งมีบางอย่างเชื่อมโยงกันและเมื่อไหร่ที่คุณสามารถเข้าอกเข้าใจกันได้ คุณจะเริ่มเข้าใจคนข้างในตัวคุณเอง แล้วเมื่อไหร่ที่คุณเริ่มเข้าใจตัวของคุณเอง ทุกอย่างจะง่ายขึ้นเยอะ

          นอกจากจะทำให้เกิดความเข้าใจที่ดีต่อกันแล้ว การฟังยังช่วยทำให้เกิดการขยายพื้นที่ในสังคม เพราะความเข้าอกเข้าใจกัน มองเห็นปัญหาและหาทางออกร่วมกัน ด้วยความไว้เนื้อเชื่อถือ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากจุดเล็กๆ ขยายไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ โดยเริ่มต้นจากในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน ชุมชน และสังคม

          “เราเริ่มทำอะไรบางอย่างได้ด้วยความเข้าอกเข้าใจ ต้องทำด้วยหัวใจ เพราะระบบการศึกษาจะสอนวิธีคิด แต่ไม่ได้สอนเรื่องจิตใจ ดูตัวอย่างในเฟซบุ๊คแค่ก็อบปี้ของคนอื่น แล้วมาโพสต์ในเฟซบุ๊คตัวเอง คนอื่นก็มองว่าคนนี้คิดดี บางทีคุณแค่พิมพ์คำสั้นๆ ความหมายดีๆ แต่ไม่ได้เป็นสิ่งที่ออกมาจากคุณ เพราะโลกใบนี้เต็มไปด้วยเหตุผลดีๆ ปรัชญาดีๆ ที่คุณดึงจากผู้อื่นมาใช้ โดยการเข้าข้างพฤติกรรมของตัวเอง”

         quote listen 1

 

 

 

ฟัง เพื่อเป็น “ยารักษาใจ”

          การฟังด้วยใจนั้น นอกจากจะช่วยทำให้เกิดการเรียนรู้ เข้าใจตนเองและผู้อื่นแล้ว ยังช่วยเยียวยารักษาจิตใจของผู้ป่วยจิตเวชได้ โลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยความวุ่นวาย คนเป็นทุกข์กันมาก โดยเฉพาะภาวะทุกข์ทางด้านจิตใจ เพราะถูกกระทำโดยความไม่รู้ตัว ในฐานะที่อาจารย์ธนัญธร เป็นนักจิตบำบัดและคนทำกระบวนการเพื่อสังคมและการเปลี่ยนแปลงจากด้านใน พบว่า วิธีที่จะฟื้นฟูคนป่วยได้นั้น คือการมีพื้นที่ความรักและความเข้าใจ

          “ลึกๆ แล้วคนส่วนใหญ่ อยากถูกเข้าใจ ถูกเห็นอกเห็นใจ ถูกรับรู้ ยิ่งโดนกระทำหนักมาก ยิ่งอยากถูกเห็นอกเห็นใจ เรามีพื้นที่การตรวจสอบ  แต่กลับไม่มีพื้นที่ของความรัก ความเข้าใจ”

          ดังนั้น สิ่งสำคัญคือต้องสร้างพื้นที่ของความรักและความเข้าใจ โดยเริ่มจากกระบวนการต่างๆ การฟังอย่างลึกซึ้ง คือหนึ่งในกระบวนการที่ทำให้คนฟังมองเห็นตัวเอง ได้ยินเสียงตัวเอง และได้ยินเสียงโลกรอบตัวด้วย

 รป อ.ธนญธร3  รป อ.ธนญธร4  รป อ.ธนญธร5

 

เรียนรู้ “ฟังด้วยหัวใจ” จากประสบการณ์ตรง

          อาจารย์ธนัญธร กล่าวว่า สิ่งที่กระบวนการทำได้ดี คือ การสร้างแรงบันดาลใจในการอยากเปลี่ยน หรืออยากกระทำ อาจเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงในระดับเล็กๆ เช่น กลับไปฟังคนรักให้ดีขึ้น เข้าใจพ่อแม่มากขึ้น ฯลฯ โดยมีร่องเดิมๆ ที่ทำซ้ำอยู่อย่างนั้น เป็นแรงเหวี่ยงภายในเหมือนการตั้งหลักใหม่ 

คำที่ว่าพฤติกรรมจะเปลี่ยนได้จริง เป็นเรื่องของเขาว่าจะมีโอกาสเจอแรงเหวี่ยงไหม ตอนเรียนใหม่ก็อาจจะรู้สึกว่าดี เหมือนเป็นชิงช้า ถ้ามีคนแกว่งก็มีแรง เหมือนมีคนมาไกวชิงช้าให้เรา อีกสักพักก็จะเฉื่อยตามร่องที่คุ้นชิน แล้วก็หาแรงบันดาลใจใหม่ ยกเว้นคนบางคนที่มีแรงบันดาลใจ ชอบเรื่องนี้ สนใจเรื่องนี้มาก เป็นหมุดสุดท้ายที่มาตอกพอดีแล้วมันก็พลิก เกิดแรงบันดาลใจอยากสร้างเส้นทางใหม่ๆในชีวิต อยากกลับไปทำชีวิตตัวเองให้ดีขึ้น เป็นแรงบันดาลใจในการอยากขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลง”

มาสร้างประสบการณ์เรียนรู้ร่วมกัน

สำหรับผู้สนใจเข้าร่วมกระบวนการ “ฟังด้วยใจขยายความเป็นไปได้ใหม่ในสังคม”  สามารถเข้าร่วมสัมผัสประสบการณ์ตรงได้ที่งาน โครงการประชุมวิชาการ คุณธรรมในพื้นที่ทางสังคม “ความงอกงามผ่านประสบการณ์ตรง” วันที่ 26 กรกฎาคม 60 ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน โดยลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่ http://www.moralcenter.or.th/index.php/home/news/moralspace

หมดเขตวันที่ 15 กรกฎาคม 2560 

 

"เมล็ดพันธุ์ที่ดี เกิดจากต้นแบบที่ดี"

 

timeline 20170707 130640

 

 

จดหมายน้อยฉบับหนึ่ง ถูกเขียนในชั่วโมงวิชาภาษาไทย   ตัวหนังสือสวยทีเดียว  เมื่ออ่านข้อความในจดหมาย  ข้อความสละสลวยเสียจริง   นั่นเพราะเค้ากำลังส่งผ่านความรู้สึก  ความรัก  ไปกับข้อความนั้น  เป็นข้อความทีถูกร้อยเรียงจากหัวใจ   ไปยังคุณครูที่ปรึกษาท่านหนึ่งของเค้า 

"เมล็ดพันธุ์ที่ดี   เกิดจากต้นแบบที่ดี" เสมอ ๆ



คุณครูที่รัก

         ตั้งแต่วันแรกที่ผมได้มาเรียนในโรงเรียนแห่งนี้ผมไม่รู้ว่าผมจะได้เจอครูที่ปรึกษาที่ดีมากสำหรับผมและถ้าไม่มีครูคนนี้ผมไม่รู้ว่าผมจะอยู่โรงเรียนแห่งนี้ได้นานสักเท่าไรครูคนนี้เป็นครูที่ผมรักและครูคนนี้คือแรงผลักดันของผมครูคนนี้เป็นครูที่ดีที่สุดในชีวิตของผมก็ว่าได้ผมจะเทิดทูลครูคนนี้ให้เปรียบเสมือนพ่อคนที่สองของผม ผมรักครู

ครูจรัญเป็นครูที่ผมรักมากเพราะครูจรัญสอนให้ผมเป็นคนดีเชื่อฟังพ่อแม่ครูยังสอนวิชาเกษตรที่สอนการปลูกผักสวนครัว ผักกินใบและการปลูกต้นไม้ ดอกไม้ การเลี้ยงปลา ครูจรัญเลี้ยงปลาหลายชนิดมากไม่ว่าจะเป็นปลาดุก ปลาช่อน ปลานิล  ปลาทับทิมไว้เป็นอาหารกลางวันไว้ให้รุ่นพี่ รุ่นน้องและรุ่นเพื่อนได้ทานกัน ครูจรัญเป็นคนดี ครูจรัญไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรคง่ายง่ายไม่ว่าจะเป็นงานหนักงานเบาครูจรัญก็ไม่ท้อครูจรัญเป็นแบบอย่างของผมและยังสอนเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในโรงเรียนและนอกโรงเรียน ครูจรัญเป็นแรงผลักดันของผม ผมว่าครูจรัญเป็นครูสุภาพบุรุษ ผมเสียใจมากในบางครั้งที่ทำให้ครูจรัญผิดหวังในบางเรื่องราว ครูจรัญคอยตักเตือนผมและเพื่อน ๆ ให้ไปในทางที่ดี คิดดี ทำดี ครูจรัญบอกว่าแค่ผมและเพื่อน ๆ  คิดดี ทำดี ครูจรัญก็ภูมิใจในตัวผมและเพื่อน ๆ ครูจรัญแนะนำเกี่ยวกับเรียนต่อของผมว่าแต่ละสายนั้นเป็นยังไงเวลาครูจรัญโกรธทุกคนนั้นต้องกลัวไม่ว่าจะเป็นครูท่านอื่น ๆ เพราะถ้าครูจรัญโมโหครูจรัญจะอารมณ์ร้อนมากแต่ไม่ค่อยได้เจอครูจรัญโกรธมากหรอกครูจรัญเป็นคนเก็บอาการเสมอแต่ถ้าปลดปล่อยออกมาทุกคนต้องกลัว ครูจรัญยังบอกอีกว่าถ้าผมจะมีชีวิตครอบครัวที่ดี ผมต้องเป็นหัวหน้าจะเป็นยังไง ครูจรัญบอกผมว่าคำว่าผิดอย่าเอามาใส่ใจ ใส่ใจคำว่าดี ดีกว่า ผมว่าอย่างที่ครูจรัญบอกมาก็จริงการใช้ชีวิตต้องใช้ในทางที่ดีไม่ใช่ในทางที่เสีย

timeline 20170707 130641

 

      ผมอาจจะเรียนไม่ค่อยเก่งแต่ผมจะขยันอย่างที่ครูจรัญบอกทุกอย่างถึงผมจะเป็นแค่เด็กธรรมดาธรรมดาคนหนึ่ง ผมก็จะนำวิธีการใช้ชีวิตที่ครูจรัญได้บอกผม ผมจะเอาไปเป็นแบบอย่างในชีวิตผมสัญญาว่าผมจะเป็นคนดีไม่ยุ่งเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่ดี เช่น การทำร้ายร่างกายผู้อื่น ยาเสพติดทุกชนิด

#คนดี  สังคมดี

ขอบคุณเรื่องเล่า  จากโรงเรียนชายขอบ

โรงเรียนบ้านตะโกล่าง  จังหวัดราชบุรี

 

รู้ทันความคิด…ฝึกสติในชีวิตประจำวัน

 

Tin1
Tin2

 

รู้ทันความคิดฝึกสติในชีวิตประจำวัน

          ในชีวิตประจำวัน บ่อยครั้งที่เรามักใจลอยคิดเรื่องต่างๆ โดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวในอดีตหรืออนาคต ทำให้จิตใจฟุ้งซ่าน เกิดความวิตกกังวล จนบางครั้งขาดสติ ไม่รู้เนื้อรู้ตัว เป็นเหตุให้เกิดปัญหาและการตัดสินใจที่ผิดพลาดตามมา เมื่อปัญหาและความเครียดถูกสะสม ทับถมลงในจิตใจ หลายคนมองหาทางออกให้ชีวิต หนึ่งในนั้นก็คือ การเข้าวัดปฏิบัติธรรม โดยหวังจะให้ความทุกข์ต่างๆ บรรเทาเบาบางลง แต่ไม่ได้กลับมาแก้ที่ต้นเหตุ นั่นก็คือใจของเรา รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ชัชวาลย์  ศิลปกิจ ผู้อำนวยการศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งนอกจากเป็นแพทย์แล้ว ยังเป็นวิทยากรสอนด้านการพัฒนาจิตใจในชีวิตประจำวัน ได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า

          “การได้เคลื่อนไหว ได้เดิน ได้ใช้งาน ได้ออกกำลังกาย จะทำให้ร่างกายแข็งแรง และจิตใจของเรา จะทำอย่างไรให้เข้มแข็ง แค่เข้าวัด ฟังธรรมอย่างเดียวอาจไม่พอ” 

quote mindfulness 1

        การพัฒนาจิตใจให้เข้มแข็งนั้น จึงต้องอาศัยการฝึกฝน และพัฒนาให้มั่นคง สิ่งสำคัญคือ ต้องไม่ยุ่งยาก (Keep it simple) เช่น เวลาที่ ใจลอยไปคิดถึงเรื่องในอดีตหรือในอนาคต เวลาคิดจะไม่รู้ตัว ต้องนำกลับเข้ามาด้วยความรู้สึกตัว หรือที่เรียกกว่า “รู้กาย ทันใจ” ไม่เผลอ ไม่ตรงไปทำอะไรโดยไม่รู้ตัว เพราะธรรมชาติ ความคิดก็เหมือนกับลิงที่วิ่งไปมา เราต้องทำให้ลิงเชื่อง โดยใช้กระบวนการฝึกด้วยวิธีที่ไม่ยุ่งยาก 


มากกว่า
“ปฏิบัติธรรม” คือ การเข้าใจตนเอง

แม้ว่าการปฏิบัติธรรม หรือกรรมฐาน จะช่วยให้เราตั้งสติระลึกรู้ในสิ่งที่พึงกระทำ ทำให้จิตใจมั่นคง ได้บุญได้กุศล แต่ถ้าหากไม่เรียนรู้และเข้าใจจิตใจตัวเราแล้ว ก็ไม่สามารถเข้าใจความจริงของชีวิตได้ 

“การเข้าคอร์สปฏิบัติธรรม จะส่งผลให้เกิดการพัฒนาจิตใจให้มีคุณธรรม อย่างที่ต้องการมากน้อยแค่ไหน คนจำนวนมากไปปฏิบัติธรรม แล้วเกิดความพอใจในบุญ กุศล แต่กลับไม่ศึกษาเรียนรู้เข้าไปในจิตใจของตนเอง และไม่เข้าใจว่า การปฏิบัติธรรมนั้น มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาจิตใจให้สามารถมีความปกติ มั่นคง มีปัญญาและเข้าใจความจริงของชีวิต”

         “และการปฏิบัติก็ไม่ใช่การกระทำ แต่การปฏิบัติคือรู้ รู้สิ่งที่ปรากฎ ด้วยกายใจของเรา จึงเรียกว่าการปฏิบัติ แต่เรามักเข้าใจผิดคิดว่า การปฏิบัติคือต้องขยับ ต้องเพ่ง ต้องท่อง ต้องนั่ง และคนที่นั่งแน่ใจหรือว่าเขาปฏิบัติ อะไรที่เป็นเครื่องยืนยันว่าเขาปฏิบัติ”

          รศ.นพ. ชัชวาลย์  ได้ยกตัวอย่างวิธีฝึกปฏิบัติให้รู้ทันจิต หากอยู่นิ่ง แล้วใจลอยไปคิดเรื่องใด ก็เพียงแต่รู้ทันว่ากำลังลอยไป และดึงใจกลับมา คือทักษะในการตื่นแล้วพาใจกลับบ้าน ต้องฝึกให้รู้ทันอาการใจลอย หรือรู้ทันความคิด โดยเราต้องทำสิ่งนั้นให้เกิดความงอกงามในชีวิต

          “ดังนั้นเวลาที่มีอาการทุกข์ เศร้า เหงา ดีใจ เสียใจ โกรธ อารมณ์ต่างๆ เหล่านี้ไม่สำคัญเท่ากับความรู้สึกตัวที่ปรากฎขึ้น เพราะนั่นหมายถึงการรู้ว่าได้เกิดขึ้นแล้ว เมื่อปรากฎขึ้นก็แสดงว่า สิ่งที่รู้ได้เกิดขึ้นแล้ว ให้รู้ทันความคิด ไม่ใช่การฝึกสติเพื่อห้ามความคิด”

เรียนรู้ “สติ” จากประสบการณ์ตรง

การที่จะทำให้เข้าใจแก่นแท้ของจิตใจนั้น จึงต้องอาศัยการฝึกฝน โดย รศ.นพ. ชัชวาลย์ ได้พัฒนากิจกรรมเวิร์คช็อป “การเจริญสติ” (Mindfulness Practices) เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เดินทางสำรวจจิตใจตนเอง ผ่านประสบการณ์ตรง (Experiential learning) โดยจะฉายภาพให้เห็นว่า สตินำมาโยงกับความดีได้อย่างไร และทำให้เห็นแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม โดยเชื่อมกับศาสตร์สมัยใหม่  ในด้านการรู้จักตนเอง (Self-awareness)

“ในกระบวนการ จะพาให้คนที่เข้าร่วมได้รู้ถึงตัวอย่างที่คนพูดกันว่า ไม่ยากหรอก แค่มีสติ ทุกคนมีสติ ก็คงไม่วุ่นวายแบบนี้ สิ่งที่พูดง่าย แต่เรารู้จักสติดีพอหรือยัง มีแต่สั่งให้คนอื่นมีสติ แต่สติในประสบการณ์ตรง คืออะไร เพราะฉะนั้น แก่นของการเวิร์คชอป คือ การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ เราต้องพาผู้เข้าร่วมให้เข้าไปประสบ ระหว่างการที่เขาคิดว่ามีสติกับการที่เขารู้ตัวจริง ว่ามันไม่เหมือนกัน”

มาสร้างประสบการณ์เรียนรู้ร่วมกัน

          การฝึกสติจะช่วยให้เราสามารถเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างสงบ โดยตอบสนองการใคร่ครวญได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล เกิดความยับยั้งชั่งใจ ไม่ทำตามอารมณ์ชั่ววูบ สิ่งนี้จึงถือเป็น “การสร้างความรับผิดชอบต่อตนเองอย่างแท้จริง” สำหรับผู้สนใจเข้าร่วมกระบวนการฝึกสติให้รู้เท่าทัน  สามารถเข้าร่วมสัมผัสประสบการณ์ตรงได้ที่งาน โครงการประชุมวิชาการ คุณธรรมในพื้นที่ทางสังคม “ความงอกงามผ่านประสบการณ์ตรง” วันที่ 26 กรกฎาคม 60 ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน โดยลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่ http://www.moralcenter.or.th/index.php/home/news/moralspace  หมดเขตวันที่ 15 กรกฎาคม 2560

wa2

 

น้ำใจ..."เด็กชายทักษิณ"

หวขอ เดกชายทกษณ 0

วันนี้มาพบกับเรื่องราวดี  ๆ จากโรงเรียนบ้านตะโกล่าง จังหวัดราชบุรี  ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ได้ทำงานเป็นเครือข่ายภาคกลางของศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน)

เดกชายทกษณ

 

 

 

จาก“มหาอุทกภัย”สู่บอร์ดเกมสะท้อนจิตใจคน

 cover interview

 wa

 

            ภาพเหตุการณ์ภัยพิบัติน้ำท่วม เมื่อปลายปี 2554 ยังคงเป็นภาพติดตาใครหลายๆ คน พื้นที่หลายจังหวัด ไม่เว้นแม้แต่กรุงเทพฯ กลับมีสภาพที่ไม่ต่างไปจากเมืองบาดาล ภาพผู้คนที่ได้รับความเดือนร้อน  ความสูญเสีย ความโศกเศร้าเสียใจ ที่เกิดขึ้น ยังคงวนเวียนอยู่ในความทรงจำ พร้อมกับคำถามที่ว่า “หากในอนาคต เกิดภัยพิบัติน้ำท่วมครั้งใหญ่อีก เราจะทำอย่างไรกัน “การรับมือป้องกัน” จึงกลายเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องร่วมกันตระหนัก เรียนรู้ และหาวิธีการรับมือกับภัยธรรมชาติที่มนุษย์เป็นผู้กระทำ โดยไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร


เล่นเกมกระดาน ตอบโจทย์สถานการณ์น้ำท่วม

           วิธีการเอาตัวรอด จากสถานการณ์น้ำท่วม เป็นคีย์สำคัญของการเล่มเกม “วารีพินาศ” หรือเกมกระดาน (Board game)  ที่ออกแบบและพัฒนาโดย “โครงการฉลาดทำบุญ เครือข่ายพุทธิกา” โดยเป็นการจำลองสถานการณ์ภัยพิบัติ ที่ผู้เล่นแต่ละคนจะได้รับภารกิจที่แตกต่างกันออกไป ในระหว่างการเล่นเกม ผู้เล่นจะได้ใช้ทักษะการคิดวิเคราะห์  การตัดสินใจ ภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า แรงบันดาลใจจากการทำเกมนี้ เกิดจากทีมอยากที่จะพัฒนาเครื่องมือให้คนได้เรียนรู้ประสบการณ์ร่วมกัน โดยไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสา จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2554 ทำให้ได้เห็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมมากมาย ทั้งในเชิงพฤติกรรม ที่สะท้อนความคิดของแต่ละคน คนที่เคยผ่านประสบการณ์เมื่อได้เล่นเกมแล้ว ก็จะรู้สึกมีความอารมณ์ร่วมไปกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนคนที่ไม่เคยผ่านเลยอย่างน้อยก็จะได้รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร

wa1

 

ผู้เล่นได้เรียนรู้อะไร ?

           นอกจากการทอยลูกเต๋าเสี่ยงโชคว่าผู้เล่นจะไปตกในช่องใดแล้ว บอร์ดเกมทั่วไปจะมีระดับความยากง่ายแตกต่างกันออกไป บางประเภทก็มีการวางแผน เพื่อฝึกสมองประลองทักษะ แต่สำหรับ “วารีพินาศ” มีความพิเศษตรงที่จะมีกระบวนการนั่งล้อมวงชวนคิด ชวนคุยหลังจากเล่นเกม เพื่อทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างการเล่นเกม ทำให้ผู้เล่นได้เกิดการกระตุ้นความคิด และเรียนรู้ในประเด็นสำคัญบางอย่าง ที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง และสะท้อนมุมมองความคิด และจิตใจของแต่ละคน

          “ถ้าพูดเรื่องเกม สิ่งที่ต้องมีคือความสนุก แต่อาจไม่ใช่เล่นแค่สนุกอย่างเดียว แต่จะได้กลับไปคิดอะไรบางอย่าง ในบางประเด็นที่เชื่อมโยงในชีวิตของเขา ไม่ว่าจะเป็นภาพเล็กหรือภาพใหญ่  จุดประสงค์ของเกมนี้คือ ให้แต่ละคนเอาตัวรอดให้ได้จากการถูกน้ำท่วม สถานการณ์น้ำท่วม ทำให้เราได้เห็นปรากฎการณ์หลายอย่าง ซึ่งมาจากความคิดข้างในของแต่ละคน”

มาสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ร่วมกัน

            สำหรับผู้สนใจ ที่อยากทดสอบตัวเองว่า จะเอาตัวรอดจากการถูกน้ำท่วมได้หรือไม่ สามารถเข้าร่วมสัมผัสประสบการณ์การเล่นเกม “วารีพินาศ” ได้ที่งาน โครงการประชุมวิชาการ คุณธรรมในพื้นที่ทางสังคม “ความงอกงามผ่านประสบการณ์ตรง” วันที่ 26 กรกฎาคม 60 ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน โดยลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่ http://www.moralcenter.or.th/index.php/home/news/moralspace

หมดเขตวันที่ 30 มิถุนายน 2560

   


wa2